Cart empty

Knowledge & FAQ

9 วิธีซื้อเครื่องสำอางอย่างฉลาดและปลอดภัย

 

เครื่องสำอาง

 

เมื่อเร็ว ๆ นี้มีสินค้าเครื่องสำอางอยู่ยี่ห้อหนึ่งที่เป็นข่าวดัง เนื่องจากสินค้าไม่ถูกต้องตาม อย.  ดังนั้นปัจจุบันผู้บริโภคต้องมีความระมัดระวังมากขึ้นในการเลือกซื้อเครื่องสำอาง เพราะการที่สินค้ามีเครื่องหมาย อย. ก็มิได้หมายความว่าสินค้านั้นถูกต้อง ปลอดภัยเสมอ และนี่คือหลักในการเลือกซื้อเครื่องสำอางอย่างฉลาดและปลอดภัย 

1. เช็กว่ามีเครื่องหมาย อย.หรือไม่  

ก่อนอื่นเลยต้องดูว่าเป็นเครื่องสำอางเถื่อนไหม ดูจากเครื่องหมายรับรองจากหน่วยงานที่เชื่อถือได้ ปัจจุบันนี้เครื่องสำอางจะต้องผ่านการจดแจ้งจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ดังนั้นเวลาซื้อควรดูเลขที่จดแจ้งบนฉลากก่อน ถ้าไม่มีอย่าซื้อเด็ดขาด เพราะเครื่องสำอางที่ไม่มีเลขที่จดแจ้ง อาจเป็นเครื่องสำอางเถื่อน และผสมสารต้องห้ามที่มีพิษต่อร่างกาย คงไม่คุ้มกันแน่… กับปัญหาหน้าพัง!! ถ้าคิดจะซื้อมาใช้ หรือแม้แต่มีเลขที่จดแจ้งบนฉลาก เราก็สามารถตรวจสอบได้ว่าเลขที่จดแจ้งนั้นถูกต้องหรือไม่ โดยสามารถตรวจสอบได้ที่ ระบบตรวจสอบผลิตภัณฑ์ "ระบบตรวจสอบผลิตภัณฑ์"

2. ให้ดูวันหมดอายุ ส่วนผสม ชื่อบริษัทผู้ผลิต ที่อยู่ หรือบริษัทผู้นำเข้า 

• เริ่มดูจากวันหมดอายุและวันผลิต ที่ระบุบนบรรจุภัณฑ์ของผลิตภัณฑ์นั้น ๆ โดยทั่วไปเครื่องสำอางมีอายุหลังการผลิตนานถึง 3-4 ปีเชียวล่ะ แต่นั่นคืออายุของประสิทธิภาพเครื่องสำอางขณะที่คุณยังไม่เปิดใช้ แต่ถ้าหากเปิดใช้แล้วมันก็จะเสื่อมสภาพเร็วขึ้นและมีอายุการใช้งานน้อยลง ดังนั้นเราควรเขียนวัน / เดือน / ปี ที่เราเปิดใช้ครั้งแรกเอาไว้ที่เครื่องสำอาง เพื่อจะได้เตือนความจำ และเช็คอายุเครื่องสำอางได้ง่ายขึ้น 

• จากนั้นก็มาดูส่วนผสม ซึ่งจะบอกได้ว่าในเครื่องสำอางที่เรากำลังจะควักเงินซื้อนั้น มีส่วนผสมที่เราแพ้หรือไม่ เช่น บางคนอาจแพ้เครื่องสำอางที่มีน้ำหอม หรือแอลกอฮอล์ เป็นต้น

• ชื่อบริษัทผู้ผลิต ที่อยู่ หรือบริษัทผู้นำเข้า เป็นอีกส่วนที่ควรใส่ใจ เพื่อเป็นการแสดงความรับผิดชอบของเจ้าของผลิตภัณฑ์ ในกรณีที่มีปัญหาในการใช้ผลิตภัณฑ์ หรือเกิดอันตรายจากเครื่องสำอางนั้น จะได้โทรไปสอบถามหรือร้องเรียนผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าได้

3. ต้องให้ความสำคัญกับการอ่านฉลากวิธีใช้

• ต้องศึกษาวิธีใช้อย่างละเอียดเพื่อที่จะได้เกิดประโยชน์อย่างคุ้มค่าและปลอดภัย ว่าควรใช้ในปริมาณเท่าใด กี่ครั้งต่อวัน ใช้ที่จุดไหนของร่างกาย เพื่อให้ใช้ได้ถูกต้อง เช่น ครีมบำรุงผิวหน้าบางชนิดต้องใช้ทาก่อนนอนเพื่อมิให้ถูกแสงแดด เพราะแสงแดดอาจกระตุ้นให้เกิดอาการข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ได้ ดังนั้นหากไม่ศึกษาวิธีใช้ให้ถี่ถ้วน ทาครีมนี้ตามความพอใจ หากทาตอนกลางวันแล้วถูกแสงแดด ก็อาจจะกลับกลายเป็นผลเสียเพราะใช้ไม่ถูกวิธีนั่นเอง

• สำหรับคนที่แพ้ง่ายแนะนำว่า ควรพยายามหลีกเลี่ยงการใช้เครื่องสำอางที่มีแอลกอฮอล์เป็นส่วนผสม ซึ่งเครื่องสำอางหลายยี่ห้อจากต่างประเทศจะมีระบุชัดอยู่ในบรรจุภัณฑ์ว่า “Alcohol Free” แปลว่าในเครื่องสำอางชิ้นนั้นปราศจากแอลกอฮอล์ แต่เครื่องสำอางที่ผลิตในประเทศไทยยังไม่ค่อยมีแจ้งแบบนี้

4. ทดสอบการแพ้เครื่องสำอางก่อนตัดสินใจซื้อ 

มีเครื่องสำอางหลายประเภทที่แม้จะเป็นยี่ห้อดียี่ห้อดัง มีตรารับรองมาตรฐาน ก็อาจไม่ถูกกับผิวของคุณได้ เพราะผิวของแต่ละคนก็แพ้เครื่องสำอางแตกต่างกัน ดังนั้นคุณจึงควรทดสอบก่อนตัดสินใจซื้อ นอกจากการดูที่ส่วนผสมแล้ว คุณควรทดสอบการแพ้เครื่องสำอางด้วยตัวเองด้วยวิธีง่าย ๆ และเป็นวิธีที่ถูกต้องคือ ให้นำเครื่องสำอางที่ต้องการจะซื้อ มาป้าย ฉีด ยา หรือทา ลงบริเวณผิวเนื้ออ่อน ๆ อย่างหลังใบหูหรือท้องแขน อย่างน้อยที่สุดจะต้องใช้เวลา 20 – 30 นาที ถ้าหากเกิดอาการแพ้ ผิวหนังบริเวณนั้นจะมีปฏิกิริยา เช่น เกิดรอยแดง ผื่น หรือรู้สึกระคายเคือง 

5. ซื้อเครื่องสำอางจากแหล่งขายที่เชื่อถือได้ 

ไม่ว่าจะเป็นที่เคาน์เตอร์ของผลิตภัณฑ์นั้น ๆ ห้างสรรพสินค้าชั้นนำ ร้านค้าต่าง ๆ รวมถึงตลาดนัด ในปัจจุบันเรายังพบช่องทางการขายเครื่องสำอางออนไลน์ตามเว็บไซต์ต่าง ๆ มากมาย อย่างไรก็ตามในความหลากหลายของแหล่งซื้อขายนี้ย่อมมีทั้งดีและไม่ดี คุณก็ควรพิจารณาแหล่งซื้อขายที่มีความน่าเชื่อถือ มีสถานที่ตั้งและช่องทางการติดต่อที่ชัดเจน มีบริการที่ดีทั้งในระหว่างการขายและหลังการขาย และแน่นอนว่าต้องขายผลิตภัณฑ์ที่เป็นของแท้ และเป็นตัวแทนจำหน่ายอย่างถูกต้อง ซึ่งวิธีพิจารณาต่างๆ เหล่านี้จะช่วยให้เราห่างไกลจากโอกาสเสี่ยงที่เราจะเจอผลิตภัณฑ์ปลอม ไม่ได้มาตรฐาน เกิดการแพ้ และไม่สามารถเรียกร้องความรับผิดชอบจากผู้ขายได้

6. ควรเลือกซื้อเครื่องสำอางที่เหมาะสมกับตนเอง 

อย่าซื้อตามคนอื่น หรือซื้อเพราะเพื่อนแนะนำ  หรือซื้อเพราะเห็นจากโฆษณาที่มีดาราหรือผู้มีชื่อเสียงมารีวิว เพราะเพื่อนหรือดาราใช้แล้วไม่แพ้ แต่เราอาจใช้แล้วแพ้ สิวเห่อเต็มหน้าก็ได้

7. ตรวจสอบภาชนะที่บรรจุเครื่องสำอาง 

ภาชนะที่บรรจุเครื่องสำอางต้องอยู่ในสภาพสมบูรณ์ บรรจุภัณฑ์ ไม่ฉีกขาดหรือแตก เพราะอาจมีสิ่งสกปรกปนเปื้อนได้

8. ไม่ควรซื้อเครื่องสำอางครั้งละมาก ๆ เพื่อเก็บไว้ใช้นาน ๆ

เพราะเครื่องสำอางที่ซื้อเก็บไว้อาจหมดอายุเสียก่อนจะได้ใช้ และหากเครื่องสำอางหมดอายุ ให้ตัดใจทิ้งมันไปเสีย อย่าเสียดาย เพราะอาจมีสารปนเปื้อนและสารก่อมะเร็ง เป็นอันตรายต่อสุขภาพ

9 . ไม่ควรเก็บเครื่องสำอางไว้เกิน 2 ปี

การเก็บเครื่องสำองควรไว้ในที่เย็นจะทำให้เก็บได้ทนนาน เพราะอุณหภูมิบ้านเรา สูงกว่าในต่างประเทศ อาจมีการแยกชั้นของน้ำและน้ำมัน และอาจเกิดกลิ่นหืนได้ง่าย

ง่าย ๆ 9 ข้อแค่นี้ คุณก็จะสามารถเลือกซื้อเครื่องสำอางได้อย่างปลอดภัยแล้วค่ะ 

 

++++++++++++++++++++++

 

ทีมงาน De's Formula